Severe Time!!!!

posted on 12 Sep 2009 20:54 by 07012007

โฮกกกกกกกก  TT__________TT

จะทำยังไงกับชีวิตตอนนี้ดีเนี่ย

 

 

เหตุมันมีอยู่ว่ากำลังจะเริ่มสอบในวันศุกร์ที่จะถึงนี้

และสอบต่อๆไปทุกวัน(เว้นเสาร์อาทิตย์)ไปอีกสองสัปดาห์

สรุปคือสอบ11วัน....14วิชา

แต่ ณ เวลาตอนนี้ ....อ่านยังไม่จบสักวิชาเลย

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ไม่ใช่เพราะอะไรเลยค่ะ ตัวเองเนี่ยแหละ ฮือๆ

ไม่มีอารมณ์อ่านหนังสือเลย รู้สึกเวิ่นเว้อมากๆ

พอจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านก็หลับ

จะฟังไฟล์เสียงอาจารย์ก็เผลอเล่นเนต

พอว่างก็ดันอยากอ่านฟิค(แล้วก็ไม่หามาอ่าน)

วันก่อนก็นั่งดูยูทูบ เซเลอร์มูน -*-

แล้วเมื่อไหร่มันจะเริ่มอ่านเนี่ยยยยยย

โดยสัตย์จริง.....มันอ่านไม่ทันแล้วชัวร์ TT^TT

เกรดเทอมนี้บรรลัยแน่ๆค่ะ

แล็บก็ยังไม่เสร็จ งื้อออออ

 

 

ทำยังไงดี จัดการกับตัวเองยังไงดีเนี่ย

มันเหมือนไม่มีกะจิตกะใจเลยอ่า

อยากอ่านฟิคมากๆ

อยากอ่านการ์ตูน

อยากฟังเพลง

อยากรู้ผลตั๋วคอน

อยากหาแฟนวิดดู

อยากเล่นเกมส์

อยากนอน

มีสิ่งเดียวที่ไม่อยากทำ...คือ

ไม่อยากอ่านหนังสือสอบ

โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

 

ก็ได้แต่บ่นอ่ะแหละ

ยังไงก็ต้องอ่าน ยังไงก็ต้องทำข้อสอบให้ได้

อย่างน้อยสองสามอาทิตย์นี้ก็แค่ไม่หลับไม่นอน

อ่านมันทั้งคืนก็พอไหว

เป็นวงจรชีวิตช่วงสอบอย่างนี้ตลอดเลยแหะ

ปีที่แล้วก็แบบนี้ เฮ้อออ

 

 

 

ตอนนี้อยากรู้ผลตั๋วคอนมากๆ

ไม่รู้จะออกหัวหรือก้อยเลย รอจนเวิ่นเว้อสุดๆ งืมๆ

เดี๋ยวเสาร์หน้าก็ไปรับฟิค ลัลล้าๆ(ยังไม่เจียมตัวว่ากำลังสอบ ฮาๆ เรื่องฟิคเรื่องใหญ่)

หลังสอบเสร็จก็ใช่ว่างานจะหมด เพราะต้องทำค่ายต่อ

กว่าจะว่างจริงจังก็คงกลางเดือนตุลา (โอ้ววว งานท่วมหัว)

แล้วได้ข่าวว่าเปิดเรียน26ตุลา....

แล้วจะได้พักวันไหนฟะเนี่ยยยยยยยยยยย

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

เทอมหน้าดูตารางเรียนแล้วจะเป็นลม

แล็บ 5 ตัว โฮกกกกกกกกกกกกกกก

ฆ่ากันให้ตายเลยค่ะ

ตอนนี้แค่2ตัว oper กับ complete ก็ทำเอาเครียดจะตายอยู่แล้ว

ปีหน้าคงตายแบบไม่เหลือซาก ซิกๆ

 

 

วันนี้ได้ดูแฟนวิดของคนอื่นๆ

รู้สึกอิจฉาคนอื่นมากมาย เค้ามีแฟนวิดกันเต็มไปหมด โฮกกกกกกกกก

ไอบะน้อยมากกกกกก

ก็อ่ะนะ ไม่มีละครมันก็เลยไม่มีฉากให้เอามาทำ ชิชะ

ตอนนี้เลยรอคอยมายเกิร์ลสุดๆ ฮาๆ

ยังไงก็ชอบค่ะ เล่นกับเด็ก ผู้หญิงนิดเดียว เอิ๊กๆ

ว่าแต่พอเทียบดูกับการ์ตูนแล้ว ท่าทางไอบะ(ในซีเอ็ม)ดูลุกลี้ลุกลนไปนิด

มาซามุเนะคุงในการ์ตูนดูนิ่งๆกว่า

แต่ก็ยังไม่แน่ ต้องรอดูละครค่า^^

 

 

ตอนนี้เหมือนเพิ่งจะมารู้สึกว่าอาราชิดัง

ฮาๆๆๆๆ

แบบว่าไงดีอ่ะ เก้าปีที่ชอบอาราชิมาเนี่ย

ไม่เคยคิดว่าอาราชิจะดังเลยนะ แบบว่าไงดี

คือไอเราอ่ะชื่นชมชื่นชอบมาตลอด แล้วก็ไม่อยากคิดเข้าข้างหรือคิดไปเองว่าอาราชิดัง

ก็แหม คนรอบข้างเรารู้จักกันซะที่ไหน ไม่มีเลย T^T

หรือรู้จักก็ชอบคัตตุน เกาหลีงี้

ไอเราก็เลยไม่อยากพูดไปว่าอาราชิเราก็ดังนะ ขอปลื้มๆคนเดียวก็ได้

แต่พอมาปีนี้ไหงมันรู้สึกว่าเอาราชิเนี่ย ดังแบบฉุดไม่อยู่เลย

แบบว่ารู้สึกได้ถึงความสำเร็จและความยิ่งใหญ่

ยอดขายซิงเกิลก็สูง(ขนาดเพื่อนผู้ชายเรายังรู้จักอ่ะ) อัลบั้มนี้ก็สูง คอนก็ยิ่งใหญ่เวอร์ๆ

เมื่อก่อนเคยคิดว่าถ้ามีเงินก็น่าจะได้ไปดูคอนอาราชิ

แต่เดี๋ยวนี้กลับรู้สึกว่าถ้าไม่มีดวงคงไม่ได้ดูแน่ๆ เพราะการแข่งขันเอาบัตรมันสูงมาก

เพื่อนเงาที่เพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นที่ชอบคัตตุนก็บอกว่าอาราชิอ่ะดัง

เป็นอะไรที่ยอมรับเลยถึงจะไม่ได้ชอบอาราชิก็เถอะ

เพื่อนบอกว่า"เป็นวงที่เค้ายอมรับว่าดังกว่าคัตตุนก็ได้" >/////<

ไม่ได้อะไรนะ แบบว่าเพราะเพื่อนคนนี้ชอบคัตตุนมาก และไม่ได้สนใจอะไรอาราชิเลย

แต่ก็บอกว่าที่นู่นอ่ะอาราชิดังขนาดที่ว่าบางคนที่ไม่ได้ชอบจูเนียร์ หรือไม่ชอบจูเนียร์ก็ยังรู้จักและยอมรับ

ฟังแล้วปลื้มจัง^^ ผ่านมาสิบปีแล้วน้า

 

 

ช่วงนี้ไม่ได้ดูรายการเลยอ่ะ

ความจริงก็ไม่ได้ดูมานานแล้วแหละไม่ใช่แค่ช่วงนี้

แบบว่าพอกลับจากเรียนมันก็เหนื่อย

งานก็ท่วมหัว ไปๆมาๆก็ได้แต่หลับเป็นตาย เฮ้อออ

เหมือนตัวเองตามข่าวไม่ทันคนอื่นทั้งๆที่อยากรู้เรื่อง ซิกๆ

 

 

อ๊ะ แล้วมามัวแต่เขียนจะได้ไปอ่านหนังสือมั้ยเนี่ย

ถ้างั้นก็ไปล่ะค่า

 

 

โอ๊ะ ขอเรื่องสุดท้ายก่อนไป ไม่ได้อัพเรื่องนี้เลย

เมื่อตอนงานเจเฟสต้าต้องขอบคุณทุกคนจริงๆที่ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจ

รบกวนไปหลายคนมากมาย >_<

เป็นวันที่สนุกมากเลย แม้ว่าความผิดพลาดจะยังมีอยู่(อีกแล้ว) แต่ทุกคนก็ให้กำลังใจ

ขอบคุณน้า

แล้วก็รู้สึกว่าเป็นงานที่ได้พบและพูดคุยกับคนอื่น

หลังจากที่มารู้สึกว่าตั้งแต่โคฟมาไม่เคยได้พูดคุยกับคนอื่นเลย แถมไม่มีใครเข้าใกล้ด้วย!? เอิ๊กๆ

เราเงียบเกินไปมั้ย? ฮาๆ

ปีนี้แม้ว่าจะพลาดไป(อีกแล้ว แหะๆ) แต่ว่ารู้สึกว่าได้ทำเต็มที่นะ สนุกมากๆ

ปีหน้า(ถ้ามีโอกาส) ก็คงจะทำให้ดีขึ้น^_^

ไม่พูดมากดีกว่า เขียนในบอร์ดไปเยอะแล้ว เอิ๊กๆ(เอางี้เลย)

ไปจริงๆล่ะ

 

 บ๊ะบายยย

 

ปล.ช่วงนี้ร่างต้นไม่อัพเลยอ่ะ มีแต่เงา(ที่เข้ามาบ่นๆ) งืมๆ

 

อ๊ะขออีก

 

หลงไอบะค่า >____________<

รักอาราชิสุดๆ

อยากตะโกนดังๆ!

เอิ๊กๆ ใช่ว่าว่างแต่ก็อยากมาอัพบ้างอะไรบ้าง ฮาๆ

มาต่อจากคราวที่แล้วดีกว่า

คราวที่แล้วจบไว้ว่าจะปรึกษากับหมอเรื่องการผ่าตัด

หมอที่จัดฟันให้(พี่ป.โท)ก็นัดอาจารย์ภาคศัลย์ให้ไปคุยด้วย แล้วก็ให้พาผู้ปกครองไปด้วย

เพราะว่าต้องให้เซ็นต์ยินยอมเข้ารับการผ่าตัด

เหมือนเป็นเอกสารรับทราบ และอนุญาตให้ผ่าตัดได้

ซึ่งในนั้นก็จะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบจากการผ่าตัด และอาการที่อาจเกิดขึ้นได้

เช่น อาการชาที่อาจเกิดขึ้น เลือดออก หลังผ่า เป็นต้น

เนื้อหามันก็จะชวนให้เราอ่านแล้วกลัว แต่ก็นั่นแหละผ่าตัดใหญ่ไม่ใช่เล่นขายของ

ยังไงมันก็เป็นธรรมดาที่อาจเกิดอันตรายได้ เค้าก็แค่เขียนบอกเราไว้จะได้เข้าใจตรงกัน

 

 

หลังจากที่คุยกับหมอที่จะผ่าและลงวันที่สำหรับผ่าตัดไว้แล้ว

(ผ่าครั้งแรกนี่คือขากรรไกรบนนะ เป็นผ่าตัดเล็ก)

ก็กลับไปที่ภาคจัดฟันเพื่อที่จะใส่ยางแยกฟันอีกครั้ง!

(โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก)

คราวนี้แยกฟันบนค่ะ

แบบว่าคราวที่แล้วแยกฟันล่างสองซี่เพื่อใส่bands

แต่รอบนี้แยกฟันบนเพราะว่าจะใส่เครื่องมือขยายpalate(เพดานปาก)

ซึ่งลักษณะมันจะเป็นแบบนี้อ่ะ

เพราะงั้นก็หมายความว่าต้องใส่ยางแยกฟัน8ที่

เจ็บหนักกว่าเดิมเลยค่ะรอบนี้ งื้อออออออออ

แล้วก็ผอมลงไปอีกนิด เพราะกินอะไรไม่ค่อยได้เลย(ถือเป็นข้อดีในความเจ็บตัว)

เหตุผลที่ต้องแยกฟันเพราะว่าต้องเอาเครื่องมือตัวนี้ใส่ ถ้าไม่แยกมันก็จะยัดไม่ลงอ่ะนะ

 

หลังจากที่แยกฟันเสร็จ(ประมาณหนึ่งอาทิตย์) หมอก็จะให้เราใส่เครื่องมือนี้ไว้

ซึ่งครั้งแรกที่ใส่มันจะเป็นอะไรที่รู้สึกแปลกมากๆ

แบบว่าจะพูด จะกลืนน้ำลาย จะทำอะไรก็รู้สึกผิดปกติไม่หมด

วันแรกที่ใส่จำได้ว่าตัวเองกลืนน้ำลายแทบไม่ได้เลย

กลืนน้ำก็ไม่ค่อยได้ เพราะว่าปกติเวลาคนเราจะกลืนอะไรลิ้นมันจะไม่แตะที่เพดาน

แต่พอมีเครื่องมือนี้ ลิ้นเราก็จะแตะไม่ได้ ทีนี้ก็เลยกลายเป็นคนน้ำลายท่วมปาก ฮาๆๆๆ

จะกลืนน้ำหรือน้ำลายต้องเงยหน้าช่วย พูดมากก็ไม่ได้เพราะน้ำลายจะไหล (ยี้!~)

แล้วก็เจ็บๆที่ลิ้นเพราะว่าไม่ว่าจะทำอะไรมันก็จะไปขูดกับเครื่องมือนี้ตลอด

เป็นช่วงเวลาที่ลำบากจริงๆ T__T

 

หลังจากนั้นหนึ่งเดือนก็ถึงวันผ่าตัด เช้าวันนั้นก็ขึ้นไปที่ห้องผ่าตัดคนเดียว

หลังจากที่อดข้าวกับน้ำตั้งแต่เที่ยงคืนตามที่หมอสั่งไว้ (หิวมากกก)

ส่วนแม่จะมารับกลับตอนเที่ยง เพราะนัดไว้ตอนนั้น(ต้องมีคนมารับกลับนะ)

ตอนแรกก็แอบงงเพราะไม่เคยขึ้นไปห้องOR [operation roomใช่ป่าวหว่า?]มาก่อน

แต่ก็โชคดีเจอรุ่นพี่ปีห้าที่รู้จักพอดี แถมวันนี้เคสที่พี่เค้าต้องขึ้นมาดูคือเคสของเงา!

โอ้ พี่เค้าก็เลยพาไปที่ห้องผ่าตัด (ดีนะเนี่ยที่เจอกำลังงงเลย เอิ๊กๆ)

หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อห้าเป็นชุดเขียวๆแบบที่เคยเห็นในหนังอ่ะ คลุมทั้งตัวแล้วก็ใส่หมวกคลุมผมไว้ด้วยเขียวเหมือนกัน

แปลกดี ชอบๆ ไม่เคยใส่เลย หุหุ

 

 

จากนั้นพยายาบาลก็จะมาซักประวัติเราอีกทีนิดหน่อย

ความจริงเพราะเค้ารู้ว่าเป็นเด็กในคณะด้วยเลยไม่ค่อยถามอะไรเรามากเพราะคิดว่าเราต้องรู้อยู่แล้ว

จากนั้นก็พาเราเข้าไปในห้อง

เพราะว่าผ่าขยายขากรรไกรบนมันไม่ได้เป็นผ่าตัดใหญ่ ลักษณะห้องที่ผ่าจะไม่ใช่เตียงนอนราบ

แต่เป็นแบบเก้าอี้ทำฟัน แต่อุปกรณ์และเครื่องมืออื่นๆจะต่างไป

จากนั้นก็จะเอาเครื่องมือวัดชีพจร น้ำเกลือ มาติดที่ตัวเราก่อนเริ่มผ่า

เนื่องจากว่าไม่ได้ผ่าตัดใหญ่เพราะงั้น.....ยังมีสติอยู่ค่ะ!

ได้ยินทุกอย่าง วะฮะฮ่ะ

เพราะว่าถ้าคนไข้มีสติจะได้สามารถช่วยให้หมอทำงานได้สะดวกขึ้น เช่นเอียงหรือหันหน้าไปทางที่หมอบอกได้

แต่ว่าเค้าจะปิดหน้าเราไว้นะ เหลือช่องแค่ปากเราไว้ให้ทำงาน

(แต่ความจริงให้เห็นก็ไม่เอาอ่ะ น่ากลัววววว)

ความจริงตอนผ่าก็แอบเจ็บๆ แต่บอกไม่กว่าเจ็บตรงไหนอ่ะ

ยิ่งเพราะมีสติด้วยแหละเลยพาลนึกภาพตามเวลาได้ยินหมอคุยกับพี่ๆที่มาดูเคสแล้วก็พยาบาล โฮกกกกกกกกก

(ข้อเสียของการฟังหมอคุยรู้เรื่องค่ะ)

 

 

ก็ใช้เวลาผ่าน่าจะประมาณชั่วโมงมั้ง ไม่แน่ใจแหะกะเวลาไม่ถูก

พยาบาลก็พาเรานั่งรถเข็นไปที่ห้องพักฟื้น

อยากจะบอกว่าเป็นครั้งแรกที่เข้าใจคำว่า มองเห็นภาพมันเบลอๆ เป็นคลื่นๆออกเลย

แบบว่ามีสตินะ แต่ตายังดูลอยๆ ภาพที่มองเห็นแบบว่าบิดเบี้ยวไม่เป็นเส้นตรงเลย

(เข้าใจว่าเป็นฤทธิ์ของยากดประสาทหรือป่าว? ที่ให้ตอนผ่าตัด)

หน้าบวมมากกกกกกกกก หมอจะเอาผ้าก็อสพันหน้าเราไว้อยู่แล้วนอนพักรอให้ฤทธิ์ของยามันหายก่อน

แล้วก็หลับไปน่าจะสักชั่วโมง แล้วก็ตื่นขึ้นมาเพราะว่ามันปวดมากๆ

ปวดจนอยากร้องไห้เลย ก็เลยเรียกพี่พยาบาล พี่เค้าก็เอายาแก้ปวดมาให้

แต่ไม่อยากบอกว่า ณ เวลานั้น.....หนูกลืนไม่ได้เลยค่า โฮกกกกกกกก

เพราะว่าเพิ่งผ่าเพดาน แล้วยังไอเครื่องมือนั่นอีก หน้าก็เจ็บ บวม กว่าจะกลืนยาได้แทบตาย

แล้วยังกลืนน้ำไม่ค่อยได้อีก โฮกกกกกกกกกกกก

หลังจากที่กินยาสำเร็จเราก็เพลียหลับไปอีกรอบทีนี้ตื่นมาก็บ่ายโมงกว่า

คราวนี้สติเริ่มดีขึ้น ภาพไม่เบี้ยวอย่างก่อนหน้าแล้ว ก็ขอพยาบาลกลับบ้านเพราะแม่มารอตั้งแต่เที่ยงแล้ว

 

 

ตอนกลับบ้านก็ฮามาก

แบบว่าเพราะมันยังเบลอๆ หน้าบวมๆ หัวกระเซิง (ฮา)

ที่หนักกว่านั้นเลือดไหลออกจากจมูกอีก(มันเป็นผลจากการผ่าอ่ะแหละ ไม่มีอะไหรอก) สภาพย้ำแย่สุดๆ เอิ๊กๆ

ตอนเดินออกจากคณะรุ่นน้องเห็นทีทำหน้างงไปเลย ฮาๆๆๆๆ

แท็กซี่ที่รับยังคุยกับแม่เลยว่าไปทำอะไรมาหรอครับ กร๊ากกกกกกกกกก

 

 

กลับมาบ้านก็หลับเป็นตาย แบบว่ามันเพลียอ่ะ เพลียสุดๆ

หิวข้าวด้วยแหละเลยหลับไปเลย (หิวมากกกกกกกกกกกกกกก ไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้าแล้ววว)

แล้วก็มารู้สึกตัวอีกทีตอนเกือยสามโมง ก็โอเคขึ้นเยอะ

เดินไปมองหน้าตัวเองที่กระจกแล้วอยากจะขำ

บวมแฉ่งเลยเจ้าค่ะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด

 

ช่วงที่ผ่าตัดก็เลยกินได้แค่โจ๊ก (ต้องเหลวๆนะ) กับนมเท่านั้น อย่างอื่นไม่ไหวอ่ะ

คุณหมอที่จัดฟันก็ซื้อนมกระป๋องตราหมีให้ อร่อยๆ หุหุ

ที่ลำบากหน่อยก็ตรงที่เลือดกำเดามันยังไหลอยู่เรื่อยๆอ่ะ

แบบว่านอนๆอยู่มันก็ไหลซะงั้น เหอๆ ดูพิลึกดี นั่งเล่นก็ไหลอีก

 

 

แล้วก็เราจะได้เครื่องมือมาที่บ้านเอาไว้ไขให้เครื่องมือบนเพดานมันแยกออกจากกัน

เพื่อนให้ขากรรไกรมันขยายอย่างที่เราต้องการ

ซึ่งก็ให้ร่างต้นช่วยทำให้ทุกวันเช้าเย็น เวลาไขทีมันก็จะรู้สึกตึงปากทีอ่ะนะ เหอๆ

 

ความจริงเราสามารถขยายขากรรไกรได้โดยใช้เครื่องมือตัวนี้แล้วไขเอาเองได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่ว่าการผ่าตัดจะช่วยให้มันขยายออกจากกันได้เร็วขึ้นนะคะ

 

ไม่อยากจะsaidค่ะ  ว่าช่วงสองอาทิตย์ที่ขยายเพดานน้ำหนักลดไปสามโลทีเดียว

วะฮะฮ่ะๆๆๆๆ (เอคโค่ยาวๆ)

เพราะว่ามันกินอะไรไม่ได้ บวกกับพอปากเป็นอย่างนี้ความอยากอาหารลดไปเยอะเลย

แต่สิ่งที่ได้มาคือหน้าบวมค่ะ งื้อออ

แต่ก็ดีที่เป็นช่วงไข้หวัด2009ระบาด เราเลยอาศัยช่วงเวลานั้นใส่maskทั้งวันตามเทรนด์ ฮาๆ

ความสนุกสนานมันอยู่ที่ตอนนั่งเรียนแล้วเลือดกำเดามันจะไหลตอนเราใส่หน้ากาก

เราก็เลยรีบหยิบกระดาษทิชชู่ออกมาแต่ดันไม่ทัน มันก็เลยมีรอบเลือดเราบนหน้ากาก

ทีนี้เลนดูอย่างกับคนเป็นวัณโรคปอดทีเดียวค่ะ ไอเป็นเลือด กร๊ากกกกกกกกกก

คุยเล่นกับเพื่อนกันอย่างสนุกสนาน

 

 

หลังจากนั้นก็มีไปเช็คกับหมอเรื่อยๆว่ามันขยายได้ตามที่ต้องการรึยัง

 

รู้สึกได้ว่าโครงหน้าเปลี่ยนไป ดูกว้างขึ้น -_-

เพราะตามแผนคือต้องขยายออก5มิลลิเมตร แล้วตัดถอยเข้าไปอีก(ซึ่งอันนี้รออีกสองปีค่อยทำ)

แอบไม่ชินหน้าตัวเองตอนนี้เท่าไหร่

 

 

โอ๊ะ งานท่วมหัว

เดี๋ยวไว้ต่อคราวหน้า(นึกว่าจะจบคราวนี้นะเนี่ย)

สรุปโดยรวมวันนี้คือ ในปากของเรามีเหล็กดัดฟันข้างล่าง และเพิ่มคุณเครื่องมือขยายเพดานมาอีกหนึ่งชิ้น

เดี๋ยวคราวหน้าจะรู้ว่ามีอะไรฮาๆอีก เอิ๊ก

 

ปล. อย่างเคย อย่าได้กลัวการทำฟันนะคะ อันนี้เขียนไปแบบฮาๆของตัวเอง รู้สึกว่าเป็นกรณีน่าสนุกเลยเขียนค่ะ^^

 

to. พี่นัต โอ้ ฟันแตกหรอคะ ปล่อยไว้ไม่ดีมั้งงงงง (ไม่ดีจริงๆนะ)

 

 

อ้อ แล้วก็อีกเรื่องเกือบลืมเลย ขึ้นหัวข้อไว้แท้ๆ

วันที่30งานเจเฟส สำหรับครั้งที่สองของพวกเรา สู้ๆนะ โย่!

ปีนี้ขอให้มันดีเถอะ>_< ปีที่แล้วฝังใจมาก เจ็บปวดสุดๆ โฮกกกกกกกกกกกกกก

(ไม่มีอะไรเลวร้ายเท่าตอนนั้นอีกแล้ว)

วันเกิดจุนด้วย ล่วงหน้าได้มั้ย ขอให้จุนมีความสุขนะ >////<

 

แล้วก็อยากรู้ผลตั๋วคอนจะแย่แล้วววว โฮกกกกกกกกกกกกก

อย่าทำอย่างนี้สิคะลุงจ้อน รอจนไม่มีกระจิตกระใจจะเรียนแล้ววววววว

 

ชอบเพลง 5x10 แล้วก็ hidden track มาก คลั่งสุดๆ เอิ๊กๆ (แนะนำว่าฟังแล้วโยกตามจะมันส์มาก ฮา)

แล้วก็ช่วงนี้กำลังชอบเพลง Infection ของ Onitsuka Chihiro ฟังแล้วเหมือนมองเห็นแต่ความมืด

ดูเจ็บปวดดี >__< ลองหาฟังดูนะ

 

บ๊ะบาย เจอกันคราวหน้า

 

ปล สุดท้าย. บ่นๆๆๆๆๆๆๆ

 ช้าน ไม่ ชอบ กรอ อุด ฟัน โว้ย ค่ะ อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

อันนี้ขอเพิ่มค่ะ ภาพใหญ่ไปหน่อย แต่ชัดเจน วะฮะฮ่ะ

 

 

edit @ 27 Aug 2009 22:39:21 by PumPla

แฮ่!

 

เนื่องด้วยไม่มีวันหยุดมานานแสนนาน

และเป็นโปรเจคของตัวเองที่อยากทำมานาน เอิ๊กๆ

วันนี้ก็ขอทำการเริ่มต้นและขอท้าวความเป็นมาก่อนนะคะ^^

อาจะเขียนศัพท์เทคนิคไปด้วยแต่ก็จะพยายามเขียนเป็นภาษาธรรมดาทั่วไปดีกว่าเนอะ เพื่อใครมาอ่านเล่นจะได้เข้าใจ(จะมีใครมาอ่านหว่า? ฮา)

 

 

ที่ว่าจะมาพูดเรื่องการจัดฟันก็เนื่องจากว่าขณะนี้เงากำลังจัดฟันอยู่

เหตุผลไม่มีอะไรมากมายเลยค่ะ  (เดี๋ยวค่อยพูดถึง)

ขอพูดเรื่องการจัดฟันเล็กน้อยว่า จุดประสงค์ของการจัดฟันนั้นจริงๆแล้วคือการแก้ไขความผิดปกติของการสบฟัน การเรียงตัวของฟัน เพื่อการบดเคี้ยว การพูดออกเสียง ความสวยงาม ประมาณนี้

เน้น* ว่าเพื่อแก้ไขความผิดปกติค่ะ หลายคนมักจะคิดว่าคนนู้นคนนี้จัดฟันเพราะอยากสวย แต่ความสวยงามมันเป็นผลพลอยได้จากการที่ฟันมันเข้ารูปเข้ารอยอ่ะนะ (แต่มันก็มีแหละคนที่จัดฟันเป็นแฟชั่นเนี่ย - -)

 

เมื่อก่อนก็เคยรู้สึกว่าหน้าตาตัวเองเนี่ยมันมีอะไรแปลกๆสักอย่าง แต่ก็ไม่แน่ใจ

และหลังจากที่เข้ามาเรียนในคณะนี้ก็เลยเข้าใจทุกอย่างได้ถ่องแท้มากๆ

เข้าใจตั้งแต่ความเป็นมาจนถึงจะแก้ไขมันยังไงกันเลยทีเดียว

(อยากจะบอกว่าก่อนที่จะเข้ามารียนคณะนี้ไม่เคยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับปาก ฟันน้ำนมคนเรามีกี่ซี่ยังไม่รู้เลยตอนนั้น)

 

ถ้าใครสังเกตก็จะเห็นได้ว่าหน้าของเงาจะยาว โดยเฉพาะตรงขากรรไกรล่าง

นั่นก็เพราะฟันของเงามีการสบแบบclass III คือ ขากรรไกรล่างจะยื่นยาวกว่าขากรรไกรบน

ซึ่งโดยคนปกติ ขากรรไกรบนจะครอบข้างล่าง(ลองสังเกตดูนะ)

ทำให้ฟันของเงาไม่สบกันเลย แบบว่าcrossbiteซะงั้น -*-

จะว่ามันเป็นปัญหาก็ไม่เชิงเพราะยังไงก็ใช้ชีวิตกับปากแบบนี้มาตั้งแต่เกิด

ถึงจะเจอปัญหาง่อยๆ เช่น กัดซองขนม มาม่าไม่ได้(เพราะฟันไม่สบกัน) เวลาจะกัดพวกเส้นต้องใช้ลิ้นช่วย(?) เป็นต้น 

 

 

แต่เหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจจัดฟันเพราะ

1. เข้ามาเรียนคณะนี้พอดี อันนี้ความจริงคงเป็นเหตุผลแรกเลยล่ะ

ยังไงดี...เมื่อก่อนไม่คิดจะจัดฟันเลยเพราะว่ามันเปลืองตังค์ แบบว่ายังไงก็ใช้ชีวิตมาได้ตลอดจะมาเสียเงินมากมายทำไม แต่พอก้าวแรกที่เข้ามาในคณะนี้(อยากจะบอกว่าไม่เวอร์เลยสำหรับคำนี้) แทบจะเรียกได้ว่าโดนทุกคนในคณะถามเกี่ยวกับฟันหมดเลย แบบว่า "ต้องจัดฟันนะ" "เธอสบแบบคลาสทรีนี่" "ลงจัดฟันไว้รึยัง" "หมอบอกว่าอย่างเธอต้องจัดฟันรึป่าว"  บลา บลา...

โอ้วววว ถามตั้งแต่หมอ รุ่นพี่ อาจารย์ พยาบาล ธุรการ เจ้าหน้าที่ในคณะ!

 

บวกกับเงามีฟันคุดตรงซี่เขี้ยว จะเรียกว่าคุดก็ไม่เชิงเพราะมันโผล่ออกมากแล้ว

อ้อ! อีกเรื่องคืออยากอธิบายว่าฟันคุดไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงฟันซี่ในสุด หรือซี่แปดอ่ะนะ แต่หมายถึงฟันที่มันขึ้นไม่ได้หรือขึ้นได้แค่บางส่วน ซึ่งมักจะเป็นฟันกรามซี่ในสุดนั่นเอง

 

นั่นแหละ เพราะว่าฟันเขี้ยวมันขึ้นทีหลัง เพิ่งขึ้นตอน ม .หก มันก็เลยไม่มีที่อยู่เลยไปโผล่ตรงเหงือกข้างบน -*-

(เพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่มีฟันเขี้ยวบนด้านซ้ายก็ตอนเข้าคณะเนี่ยแหละ เพิ่งรู้ว่ามันคือเขี้ยว)

ความจริงก็ชอบนะ แบบว่ามันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองดี ใครเห็นก็รู้ว่าคนที่มีเขี้ยวโผล่มาตรงนี้คือเงา^^

เวลาที่พูดหรือยิ้ม มันก็จะออกมาอวดให้คนอื่นเค้าเห็นว่ามันแปลก และโดยเนเจอร์ของคนในคณะที่มักจะสังเกตเห็นปากก่อนส่วนอื่นบนใบหน้า ทุกคนก็เลยจะยิ่งเห็นความผิดปกติในปากเงา

 

2. มันไม่แพงอย่างทีคิด

ความจริงไอการจัดฟันเนี่ย ยังไงมันก็แพงแหละ แต่แค่แบบว่าพอจัดที่คณะตัวเองแล้ว....ราคามันถูกลงอย่างไม่น่าเชื่อ หุหุ ไม่บอกว่าเท่าไหร่แต่ถูกกว่าที่อื่นประมาณครึ่งนึงเลย(หรืออาจจะมากกว่าครึ่งด้วยซ้ำ)

แถมเนื่องจากเป็นนิสิตในคณะ ค่าจิปาถะ เช่น X-ray อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูนก็ไม่ต้องจ่าย แบบว่ามันเหมือนเป็นสวัสดิการของคนในคณะประมาณนี้ บอกไม่ถูก ก็เลยประหยัดเงินไปได้อีก (ซึ่งในส่วนนี้เราก็ต้องสำนึกไว้ว่าเป็นเงินภาษีประชาชน ในเมื่อเราใช้เงินคณะเพื่อตัวเอง ก็ต้องตอบแทนคณะด้วยการตั้งใจเรียนล่ะค่ะ - -)

 

3. อยากมีความมั่นใจ

ข้อนี้เป็นเหตุผลส่วนตัวแบบสุดๆ แบบว่ามันเป็นเรื่องของจิตใจอ่ะนะ แบบว่าพอฟันเป็นแบบนี้ความมั่นใจในการจะพูดหรือยิ้มมันมีไม่พอเลยล่ะ (มันจะมีบางคำ บางเสียงที่ออกให้ถูกแบบคนปกติไม่ได้อ่ะนะ)

เพราะงั้นก็เลยคิดว่าเมื่อมีโอกาสก็ทำไปเลยแล้วกัน ^_^

 

 

เอาล่ะ ก็พูดถึงเหตุผลไปเรียบร้อย

เพราะงั้นก็จะสรุปภาพรวมก่อนจัดฟันได้ว่า

คางยื่นเพราะสบฟันแบบคลาสทรี

มีฟันเขี้ยวโผล่ขึ้นมาที่เหงือก

พูดออกเสียงไม่ชัด

กัดซองมาม่าไม่ได้

ฟันสบถูกanatomyแค่ซี่เดียว (-*-)

 

 

เอาล่ะมาถึงตอนนี้ก็ขอเริ่มกระบวนการจัดฟันนะคะ

หลังจากตัดสินใจจะจัดฟัน(ปรึกษาพ่อกับแม่เรียบร้อย)ก็ขึ้นไปขอลงคิวจัดฟันที่ภาค ซึ่งอยากจะบอกว่ามันเป็นคิวที่ยาวนานจริงๆค่ะ

โดยปกติคิวในการจะได้จัดฟันในคณะ ถ้าเป็นการจัดแบบธรรมดาก็รอประมาณ2-3ปี ถ้าจัดฟันร่วมกับการผ่าตัด(อันนี้เดี๋ยวพูดถึงอีกที) ก็ต้องรอประมาณ5ปี เพราะว่าในหนึ่งปีจะมีหมอแค่ไม่กี่คน แต่ผู้ป่วยมหาศาล

เพราะงั้นก็เลยลงชื่อไว้ตอนปีหนึ่ง (กะว่าต่อให้รอนานแค่ไหนก็ทันก่อนรียนจบฟะ)

 

แล้วก็รอ...ร๊อ....รอ

 

จนเวลาผ่านไปเข้าปีสองเทอมสอง ก็มีไปรษณีย์บัตรส่งมาที่บ้านว่าให้ไปหาหมอจัดฟัน

เร็วมากค่ะ >__<  (ถ้าเทียบกับเพื่อนๆจะเห็นได้ว่าเร็วมาก เพราะเพื่อนหมอเพิ่งจะนัดให้ไปหาครั้งแรกตอนปีสามเนี่ยแหละ ....แต่....มันมีเหตผล)

 

 

วันแรกของการไปหาหมอจะเป็นการซักประวัติ เหตุผลที่จัด และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับฟันเราไว้(ในส่วนนี้เป็นพี่ๆปีหกทำ) พร้อมกับถ่ายรูปหน้าเรา ปาก แล้วก็พิมพ์ปากเก็บไว้ แล้วก็รอหมอเรียกอีกคราวหน้า

 

แล้วเวลาก็ผ่านไปอีกเป็นเดือน ก็มีการเรียกให้ไปconsultกับหมอ แล้วก็แจกแจงว่าในกรณีของเราต้องมีการทำอะไรบ้างคราวๆ

ซึ่งในกรณีของเงา ซึ่งที่พิเศษไปจากปกติคือต้องจัดฟันร่วมกับการผ่าตัด

อันนี้ไม่ตกใจค่ะ เพราะร้ตัวอยู่แล้วว่ายังไงกรณีตัวเองก็ต้องผ่าชัวร์(ไม่งั้นกระดูกมันจะหายไปได้ยังไง?)

แต่ที่ทำให้ตกใจคือราคาค่าจัดฟัน โคตรถูกกกก!!! ก็รู้อยู่ว่าจัดที่คณะมันไม่แพง(ถ้าคนจะยอมรอคิวอ่ะนะ) แต่ความโชคดีก็มาพร้อมกับความโชคร้ายเสมอ วะฮะฮ่ะ เพราะพอพยาบาลบอกราคาค่าผ่าตัดมาที แทบจะเป็นลม -*- เนื่องด้วยว่าการผ่าตัดขากรรไกรเป็นการผ่าตัดใหญ่  ค่าใช้จ่ายอยู่ที่jawละประมาณ 5-8 หมื่นบาท.....!

อ่าน้า.....แต่ถ้าไปผ่าตัดที่อื่นมันก็แพงกว่านี้อ่ะแหละ เป็นแสนเลย แถมทำที่คณะยังไงคนทำให้ก็เป็นอาจารย์ที่เราเชื่อถือได้เพราะงั้นก็เป็นอันตกลงว่าผ่าตัดค่า T^T

 

หลังจากตกลงเสร็จก็รอนัดคราวต่อไป

ซึ่งในระหว่างนี้หมอก็ให้ไปถอนฟันคุดทั้งหลายในปากออก เพราะมันไม่จำเป็น และการจัดฟันแค่เจ็ดซี่มันง่ายกว่าแปดซี่ด้วย

แล้วก็ X-ray มากมายล้านแปด อยากจะบอกว่ามากมายจริงๆนะ

คนอื่นอาจไม่โดนเยอะแบบเงา แต่เงาอ่ะ โดนเยอะมากกกกก แทบจะทุกเทคนิคที่รู้จักเลย ฮาๆ(จุดนี้ไม่อธิบาย ยุ่งยากไป)

ซึ่งเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ เราก็ยังเอาฟันคุดออกไม่หมด เพราะขี้เกียจไปนัดที่ภาคศัลย์ ปล่อยเวลาทิ้งไป ฮิ้ววววว

 

 

หลังจากที่ปล่อยเวลา รอไปเรื่อยๆก็เริ่มมหกรรมจัดฟันที่เสนจะสนุกสนานแสนทรหดของเงา TT___TT

 

 

พอใกล้จะเปิดเทอมปีสาม หมอก็โทรมาหาว่าให้ไปคุยเรื่องการจัดฟัน ไอเราก็ โอ้! โอเคค่ะ 

 

พอไปหาหมอก็พอว่าในกรณีของตัวเองนั้นมันไม่ง่ายอย่างที่คิด

เมื่อก่อนคิดว่าก็แค่จัดฟันให้เข้าที่แล้วก็ผ่าตัดถอยขากรรไกรล่างเข้าไปก็จบ

แต่ปรากฏว่ามันมีปัญหาที่ขากรรไกรบนของเงาแคบ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าขากรรไกรล่างยื่นเท่านั้น แต่มันคลุมขากรรไกรบนด้วย

ซึ่งจำเป็นที่จะต้องขยายขากรรไกรบน.....!

และนั่นหมายความว่า.....ต้องผ่าตัดขากรรไกรบนด้วย!!!! (ม่ายยยยยยยยยย)

จากนั้นหมอก็นั่งอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษา ซึ่งมีหลายแบบมากมาย แต่ไม่ว่ายังไงการที่จะทำให้มันสมบูรณ์ก็ควรจะผ่าตัดขากรรไกรบนด้วย ไม่งั้นก็อย่าทำเลยดีกว่าเพราะทำไปมันก็ไม่ได้ดีอย่างที่ควร

ไอเราก็เข้าใจอ่ะนะ ยังไงก็เรียนมาทางนี้ ก็อืมมม คิดหนักทีเดียว นอกจากจะเจ็บตัวมากมายแล้ว...ยังเรื่องเงินอีก TT____TT

 

 

หลังจากที่เป็นอันตกลงเสร็จก็นัดกับหมอคราวต่อไปเพื่อเตรียมตัวสำหรับการจัดฟัน

เนื่องจากว่าตอนนี้ยังไม่สามารถเริ่มจัดฟันได้เต็มที่เพราะว่ามันมีปัญหากับขากรรไกรบนอยู่หมอก็เลยจะให้ใส่bracket กับ arch wires ไว้ก่อน(เหล็กจัดฟันอ่ะแหละ) แบบว่าใส่ไว้เฉยๆยังไม่เริ่มเคลื่อนฟัน  เพราะจะรอหลังจากที่ขากรรไกรบนพร้อม แต่ปัญหาคือหมอจะใส่bandsด้วยก็เลยต้องแยกฟันซะก่อน  ซึ่งไม่อยากจะบอกว่าการแยกฟันเป็นอะไรที่ทรมานมาก (สำหรับเงา) T^T

 

การแยกฟันก็คือการเอายางแยกฟันมาใส่ไว้ระหว่างซอกฟันที่เราต้องการจะแยกออกจากกัน ซึ่งเงาต้องใส่bandsสองซี่ ข้องละซี่ นั่นคือต้องใส่ยางแยกฟันสี่อัน

ตอนที่ใส่มันก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย แต่ว่าพอผ่านไปสักพัก วันต่อมาก็จะพอว่ามันปวดฟันสุดๆไปเลยค่ะ  อารมณ์ก็อาจเหมือนเวลาที่เศษอาหารใหญ่มากๆ หนาด้วยมาติดซอกฟันแล้วไม่สามารถจะเอามันออกได้ เพราะต้องรอให้ครบอาทิตย์ก่อน ในระหว่างอาทิตย์นั้นเรียกได้ว่ากินได้แค่โจ๊กเลย

 

พอผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ก็เอายางออกแล้วหมอก็ติดbands brackets แล้วก็wiresให้ ปัญหาที่ตามมาก็คือไม่ชินนั่นเอง แถมใส่เฉพาะข้างล่างเลยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนปากเจ่อขึ้นมาทันที -*-

แถมปกติตัวเองเป็นคนที่มีแผลในปากง่ายมาก เพราะงั้นพอมีเหล็กในปาก ก็เป็นอะไรที่แน่นอนว่าเป็นแผลในปากเร็วมาก T^T แถมเป็นบ่อยด้วย เฮ้อออ

 

จากนั้นหมอก็นัดให้มาหาอีกครั้ง ซึ่งคราวหน้าจะเป็นการมาคุยเรื่องการผ่าตัดกับอาจารย์...

 

 

ว่าแล้ววันนี้ไว้แค้นี้ก่อนดีกว่า เหนื่อยแหละ เอิ๊กๆ คราวหน้าค่อยต่อดีกว่า

ความจริงกะลงรูปแต่ละขั้นตอนด้วย แต่ถ่ายไว้แค่บางอันเลยไม่ลงดีกว่า

แล้วก็ข้อความในบล็อก เป็นการบรรยายด้วยอารมณ์แบบส่วนตัวสุดๆ อาจจะเกินจริงไปบ้าง(ฮา) เพราะงั้นอย่าได้กลัวการจัดฟันเลยค่ะ สนุกดีออกเวลาไปหาหมอฟัน ^^ (เราชอบนะ หุหุ)

 

-----------------------------------------------

 

ประกาศ!!! ใครสั่งอัลบั้ม Arashi 5 X 10 All the best! 1999-2009 Limited edition ไว้เกิน หรือเปลี่ยนใจไม่เอา(จะมีมั้ยเนี่ยยยT^T) ถึงจะแกะซองฟังสักครั้งแล้วก็ได้ รับซื้อต่อนะคะ TT__________TT

(เกิดความผิดพลาดในการสั่งของตัวเอง เลยหาไม่ได้ โฮกกกกกกกก)

ติดต่อมาที่บล็อกนี้ได้เสมอค่ะ >__<

edit @ 12 Aug 2009 17:22:32 by PumPla