เอิ๊กๆ ใช่ว่าว่างแต่ก็อยากมาอัพบ้างอะไรบ้าง ฮาๆ

มาต่อจากคราวที่แล้วดีกว่า

คราวที่แล้วจบไว้ว่าจะปรึกษากับหมอเรื่องการผ่าตัด

หมอที่จัดฟันให้(พี่ป.โท)ก็นัดอาจารย์ภาคศัลย์ให้ไปคุยด้วย แล้วก็ให้พาผู้ปกครองไปด้วย

เพราะว่าต้องให้เซ็นต์ยินยอมเข้ารับการผ่าตัด

เหมือนเป็นเอกสารรับทราบ และอนุญาตให้ผ่าตัดได้

ซึ่งในนั้นก็จะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบจากการผ่าตัด และอาการที่อาจเกิดขึ้นได้

เช่น อาการชาที่อาจเกิดขึ้น เลือดออก หลังผ่า เป็นต้น

เนื้อหามันก็จะชวนให้เราอ่านแล้วกลัว แต่ก็นั่นแหละผ่าตัดใหญ่ไม่ใช่เล่นขายของ

ยังไงมันก็เป็นธรรมดาที่อาจเกิดอันตรายได้ เค้าก็แค่เขียนบอกเราไว้จะได้เข้าใจตรงกัน

 

 

หลังจากที่คุยกับหมอที่จะผ่าและลงวันที่สำหรับผ่าตัดไว้แล้ว

(ผ่าครั้งแรกนี่คือขากรรไกรบนนะ เป็นผ่าตัดเล็ก)

ก็กลับไปที่ภาคจัดฟันเพื่อที่จะใส่ยางแยกฟันอีกครั้ง!

(โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก)

คราวนี้แยกฟันบนค่ะ

แบบว่าคราวที่แล้วแยกฟันล่างสองซี่เพื่อใส่bands

แต่รอบนี้แยกฟันบนเพราะว่าจะใส่เครื่องมือขยายpalate(เพดานปาก)

ซึ่งลักษณะมันจะเป็นแบบนี้อ่ะ

เพราะงั้นก็หมายความว่าต้องใส่ยางแยกฟัน8ที่

เจ็บหนักกว่าเดิมเลยค่ะรอบนี้ งื้อออออออออ

แล้วก็ผอมลงไปอีกนิด เพราะกินอะไรไม่ค่อยได้เลย(ถือเป็นข้อดีในความเจ็บตัว)

เหตุผลที่ต้องแยกฟันเพราะว่าต้องเอาเครื่องมือตัวนี้ใส่ ถ้าไม่แยกมันก็จะยัดไม่ลงอ่ะนะ

 

หลังจากที่แยกฟันเสร็จ(ประมาณหนึ่งอาทิตย์) หมอก็จะให้เราใส่เครื่องมือนี้ไว้

ซึ่งครั้งแรกที่ใส่มันจะเป็นอะไรที่รู้สึกแปลกมากๆ

แบบว่าจะพูด จะกลืนน้ำลาย จะทำอะไรก็รู้สึกผิดปกติไม่หมด

วันแรกที่ใส่จำได้ว่าตัวเองกลืนน้ำลายแทบไม่ได้เลย

กลืนน้ำก็ไม่ค่อยได้ เพราะว่าปกติเวลาคนเราจะกลืนอะไรลิ้นมันจะไม่แตะที่เพดาน

แต่พอมีเครื่องมือนี้ ลิ้นเราก็จะแตะไม่ได้ ทีนี้ก็เลยกลายเป็นคนน้ำลายท่วมปาก ฮาๆๆๆ

จะกลืนน้ำหรือน้ำลายต้องเงยหน้าช่วย พูดมากก็ไม่ได้เพราะน้ำลายจะไหล (ยี้!~)

แล้วก็เจ็บๆที่ลิ้นเพราะว่าไม่ว่าจะทำอะไรมันก็จะไปขูดกับเครื่องมือนี้ตลอด

เป็นช่วงเวลาที่ลำบากจริงๆ T__T

 

หลังจากนั้นหนึ่งเดือนก็ถึงวันผ่าตัด เช้าวันนั้นก็ขึ้นไปที่ห้องผ่าตัดคนเดียว

หลังจากที่อดข้าวกับน้ำตั้งแต่เที่ยงคืนตามที่หมอสั่งไว้ (หิวมากกก)

ส่วนแม่จะมารับกลับตอนเที่ยง เพราะนัดไว้ตอนนั้น(ต้องมีคนมารับกลับนะ)

ตอนแรกก็แอบงงเพราะไม่เคยขึ้นไปห้องOR [operation roomใช่ป่าวหว่า?]มาก่อน

แต่ก็โชคดีเจอรุ่นพี่ปีห้าที่รู้จักพอดี แถมวันนี้เคสที่พี่เค้าต้องขึ้นมาดูคือเคสของเงา!

โอ้ พี่เค้าก็เลยพาไปที่ห้องผ่าตัด (ดีนะเนี่ยที่เจอกำลังงงเลย เอิ๊กๆ)

หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อห้าเป็นชุดเขียวๆแบบที่เคยเห็นในหนังอ่ะ คลุมทั้งตัวแล้วก็ใส่หมวกคลุมผมไว้ด้วยเขียวเหมือนกัน

แปลกดี ชอบๆ ไม่เคยใส่เลย หุหุ

 

 

จากนั้นพยายาบาลก็จะมาซักประวัติเราอีกทีนิดหน่อย

ความจริงเพราะเค้ารู้ว่าเป็นเด็กในคณะด้วยเลยไม่ค่อยถามอะไรเรามากเพราะคิดว่าเราต้องรู้อยู่แล้ว

จากนั้นก็พาเราเข้าไปในห้อง

เพราะว่าผ่าขยายขากรรไกรบนมันไม่ได้เป็นผ่าตัดใหญ่ ลักษณะห้องที่ผ่าจะไม่ใช่เตียงนอนราบ

แต่เป็นแบบเก้าอี้ทำฟัน แต่อุปกรณ์และเครื่องมืออื่นๆจะต่างไป

จากนั้นก็จะเอาเครื่องมือวัดชีพจร น้ำเกลือ มาติดที่ตัวเราก่อนเริ่มผ่า

เนื่องจากว่าไม่ได้ผ่าตัดใหญ่เพราะงั้น.....ยังมีสติอยู่ค่ะ!

ได้ยินทุกอย่าง วะฮะฮ่ะ

เพราะว่าถ้าคนไข้มีสติจะได้สามารถช่วยให้หมอทำงานได้สะดวกขึ้น เช่นเอียงหรือหันหน้าไปทางที่หมอบอกได้

แต่ว่าเค้าจะปิดหน้าเราไว้นะ เหลือช่องแค่ปากเราไว้ให้ทำงาน

(แต่ความจริงให้เห็นก็ไม่เอาอ่ะ น่ากลัววววว)

ความจริงตอนผ่าก็แอบเจ็บๆ แต่บอกไม่กว่าเจ็บตรงไหนอ่ะ

ยิ่งเพราะมีสติด้วยแหละเลยพาลนึกภาพตามเวลาได้ยินหมอคุยกับพี่ๆที่มาดูเคสแล้วก็พยาบาล โฮกกกกกกกกก

(ข้อเสียของการฟังหมอคุยรู้เรื่องค่ะ)

 

 

ก็ใช้เวลาผ่าน่าจะประมาณชั่วโมงมั้ง ไม่แน่ใจแหะกะเวลาไม่ถูก

พยาบาลก็พาเรานั่งรถเข็นไปที่ห้องพักฟื้น

อยากจะบอกว่าเป็นครั้งแรกที่เข้าใจคำว่า มองเห็นภาพมันเบลอๆ เป็นคลื่นๆออกเลย

แบบว่ามีสตินะ แต่ตายังดูลอยๆ ภาพที่มองเห็นแบบว่าบิดเบี้ยวไม่เป็นเส้นตรงเลย

(เข้าใจว่าเป็นฤทธิ์ของยากดประสาทหรือป่าว? ที่ให้ตอนผ่าตัด)

หน้าบวมมากกกกกกกกก หมอจะเอาผ้าก็อสพันหน้าเราไว้อยู่แล้วนอนพักรอให้ฤทธิ์ของยามันหายก่อน

แล้วก็หลับไปน่าจะสักชั่วโมง แล้วก็ตื่นขึ้นมาเพราะว่ามันปวดมากๆ

ปวดจนอยากร้องไห้เลย ก็เลยเรียกพี่พยาบาล พี่เค้าก็เอายาแก้ปวดมาให้

แต่ไม่อยากบอกว่า ณ เวลานั้น.....หนูกลืนไม่ได้เลยค่า โฮกกกกกกกก

เพราะว่าเพิ่งผ่าเพดาน แล้วยังไอเครื่องมือนั่นอีก หน้าก็เจ็บ บวม กว่าจะกลืนยาได้แทบตาย

แล้วยังกลืนน้ำไม่ค่อยได้อีก โฮกกกกกกกกกกกก

หลังจากที่กินยาสำเร็จเราก็เพลียหลับไปอีกรอบทีนี้ตื่นมาก็บ่ายโมงกว่า

คราวนี้สติเริ่มดีขึ้น ภาพไม่เบี้ยวอย่างก่อนหน้าแล้ว ก็ขอพยาบาลกลับบ้านเพราะแม่มารอตั้งแต่เที่ยงแล้ว

 

 

ตอนกลับบ้านก็ฮามาก

แบบว่าเพราะมันยังเบลอๆ หน้าบวมๆ หัวกระเซิง (ฮา)

ที่หนักกว่านั้นเลือดไหลออกจากจมูกอีก(มันเป็นผลจากการผ่าอ่ะแหละ ไม่มีอะไหรอก) สภาพย้ำแย่สุดๆ เอิ๊กๆ

ตอนเดินออกจากคณะรุ่นน้องเห็นทีทำหน้างงไปเลย ฮาๆๆๆๆ

แท็กซี่ที่รับยังคุยกับแม่เลยว่าไปทำอะไรมาหรอครับ กร๊ากกกกกกกกกก

 

 

กลับมาบ้านก็หลับเป็นตาย แบบว่ามันเพลียอ่ะ เพลียสุดๆ

หิวข้าวด้วยแหละเลยหลับไปเลย (หิวมากกกกกกกกกกกกกกก ไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้าแล้ววว)

แล้วก็มารู้สึกตัวอีกทีตอนเกือยสามโมง ก็โอเคขึ้นเยอะ

เดินไปมองหน้าตัวเองที่กระจกแล้วอยากจะขำ

บวมแฉ่งเลยเจ้าค่ะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด

 

ช่วงที่ผ่าตัดก็เลยกินได้แค่โจ๊ก (ต้องเหลวๆนะ) กับนมเท่านั้น อย่างอื่นไม่ไหวอ่ะ

คุณหมอที่จัดฟันก็ซื้อนมกระป๋องตราหมีให้ อร่อยๆ หุหุ

ที่ลำบากหน่อยก็ตรงที่เลือดกำเดามันยังไหลอยู่เรื่อยๆอ่ะ

แบบว่านอนๆอยู่มันก็ไหลซะงั้น เหอๆ ดูพิลึกดี นั่งเล่นก็ไหลอีก

 

 

แล้วก็เราจะได้เครื่องมือมาที่บ้านเอาไว้ไขให้เครื่องมือบนเพดานมันแยกออกจากกัน

เพื่อนให้ขากรรไกรมันขยายอย่างที่เราต้องการ

ซึ่งก็ให้ร่างต้นช่วยทำให้ทุกวันเช้าเย็น เวลาไขทีมันก็จะรู้สึกตึงปากทีอ่ะนะ เหอๆ

 

ความจริงเราสามารถขยายขากรรไกรได้โดยใช้เครื่องมือตัวนี้แล้วไขเอาเองได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่ว่าการผ่าตัดจะช่วยให้มันขยายออกจากกันได้เร็วขึ้นนะคะ

 

ไม่อยากจะsaidค่ะ  ว่าช่วงสองอาทิตย์ที่ขยายเพดานน้ำหนักลดไปสามโลทีเดียว

วะฮะฮ่ะๆๆๆๆ (เอคโค่ยาวๆ)

เพราะว่ามันกินอะไรไม่ได้ บวกกับพอปากเป็นอย่างนี้ความอยากอาหารลดไปเยอะเลย

แต่สิ่งที่ได้มาคือหน้าบวมค่ะ งื้อออ

แต่ก็ดีที่เป็นช่วงไข้หวัด2009ระบาด เราเลยอาศัยช่วงเวลานั้นใส่maskทั้งวันตามเทรนด์ ฮาๆ

ความสนุกสนานมันอยู่ที่ตอนนั่งเรียนแล้วเลือดกำเดามันจะไหลตอนเราใส่หน้ากาก

เราก็เลยรีบหยิบกระดาษทิชชู่ออกมาแต่ดันไม่ทัน มันก็เลยมีรอบเลือดเราบนหน้ากาก

ทีนี้เลนดูอย่างกับคนเป็นวัณโรคปอดทีเดียวค่ะ ไอเป็นเลือด กร๊ากกกกกกกกกก

คุยเล่นกับเพื่อนกันอย่างสนุกสนาน

 

 

หลังจากนั้นก็มีไปเช็คกับหมอเรื่อยๆว่ามันขยายได้ตามที่ต้องการรึยัง

 

รู้สึกได้ว่าโครงหน้าเปลี่ยนไป ดูกว้างขึ้น -_-

เพราะตามแผนคือต้องขยายออก5มิลลิเมตร แล้วตัดถอยเข้าไปอีก(ซึ่งอันนี้รออีกสองปีค่อยทำ)

แอบไม่ชินหน้าตัวเองตอนนี้เท่าไหร่

 

 

โอ๊ะ งานท่วมหัว

เดี๋ยวไว้ต่อคราวหน้า(นึกว่าจะจบคราวนี้นะเนี่ย)

สรุปโดยรวมวันนี้คือ ในปากของเรามีเหล็กดัดฟันข้างล่าง และเพิ่มคุณเครื่องมือขยายเพดานมาอีกหนึ่งชิ้น

เดี๋ยวคราวหน้าจะรู้ว่ามีอะไรฮาๆอีก เอิ๊ก

 

ปล. อย่างเคย อย่าได้กลัวการทำฟันนะคะ อันนี้เขียนไปแบบฮาๆของตัวเอง รู้สึกว่าเป็นกรณีน่าสนุกเลยเขียนค่ะ^^

 

to. พี่นัต โอ้ ฟันแตกหรอคะ ปล่อยไว้ไม่ดีมั้งงงงง (ไม่ดีจริงๆนะ)

 

 

อ้อ แล้วก็อีกเรื่องเกือบลืมเลย ขึ้นหัวข้อไว้แท้ๆ

วันที่30งานเจเฟส สำหรับครั้งที่สองของพวกเรา สู้ๆนะ โย่!

ปีนี้ขอให้มันดีเถอะ>_< ปีที่แล้วฝังใจมาก เจ็บปวดสุดๆ โฮกกกกกกกกกกกกกก

(ไม่มีอะไรเลวร้ายเท่าตอนนั้นอีกแล้ว)

วันเกิดจุนด้วย ล่วงหน้าได้มั้ย ขอให้จุนมีความสุขนะ >////<

 

แล้วก็อยากรู้ผลตั๋วคอนจะแย่แล้วววว โฮกกกกกกกกกกกกก

อย่าทำอย่างนี้สิคะลุงจ้อน รอจนไม่มีกระจิตกระใจจะเรียนแล้ววววววว

 

ชอบเพลง 5x10 แล้วก็ hidden track มาก คลั่งสุดๆ เอิ๊กๆ (แนะนำว่าฟังแล้วโยกตามจะมันส์มาก ฮา)

แล้วก็ช่วงนี้กำลังชอบเพลง Infection ของ Onitsuka Chihiro ฟังแล้วเหมือนมองเห็นแต่ความมืด

ดูเจ็บปวดดี >__< ลองหาฟังดูนะ

 

บ๊ะบาย เจอกันคราวหน้า

 

ปล สุดท้าย. บ่นๆๆๆๆๆๆๆ

 ช้าน ไม่ ชอบ กรอ อุด ฟัน โว้ย ค่ะ อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

อันนี้ขอเพิ่มค่ะ ภาพใหญ่ไปหน่อย แต่ชัดเจน วะฮะฮ่ะ

 

 

edit @ 27 Aug 2009 22:39:21 by PumPla

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไอ่เครื่องมือนี้เองสินะ....ที่อยู่ในปากของปลาน่ะ

เล่าออกมาเปนฉากๆเลย...ไม่น่ากลัวได้ไง 555

ทนๆหน่อย สู้ๆนะจ๊ะ

เจเฟสสต้า อเบลสสส สู้วววววว!!!

#1 By TsuKuro on 2009-08-26 09:23

น่ากัวว้อยยยยยยยยยยยยยยยยsad smile sad smile sad smile


สู้ๆนะปลา โฮๆๆๆ อ่านแล้วรู้สึกเหมือนเธอเป็นยอดหญิงวีรสตรี (เวอร์)

เรื่องเรียนก็สู้ๆน้า พยายามเข้าๆๆ

#2 By soketsu on 2009-08-26 15:37

ไม่กล้าอ่านขั้นตอน

กลัวจินตนาการตาม

เพื่อฟันสวย อดทนๆ

เรื่องตั๋วก็เอาใจช่วยนะbig smile

#3 By sanzokung (61.90.86.209) on 2009-09-05 02:39