ว่าด้วยการจัดฟัน (แฉปากตัวเอง2) + J-Festa2009
posted on 25 Aug 2009 21:07 by 07012007เอิ๊กๆ ใช่ว่าว่างแต่ก็อยากมาอัพบ้างอะไรบ้าง ฮาๆ
มาต่อจากคราวที่แล้วดีกว่า
คราวที่แล้วจบไว้ว่าจะปรึกษากับหมอเรื่องการผ่าตัด
หมอที่จัดฟันให้(พี่ป.โท)ก็นัดอาจารย์ภาคศัลย์ให้ไปคุยด้วย แล้วก็ให้พาผู้ปกครองไปด้วย
เพราะว่าต้องให้เซ็นต์ยินยอมเข้ารับการผ่าตัด
เหมือนเป็นเอกสารรับทราบ และอนุญาตให้ผ่าตัดได้
ซึ่งในนั้นก็จะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบจากการผ่าตัด และอาการที่อาจเกิดขึ้นได้
เช่น อาการชาที่อาจเกิดขึ้น เลือดออก หลังผ่า เป็นต้น
เนื้อหามันก็จะชวนให้เราอ่านแล้วกลัว แต่ก็นั่นแหละผ่าตัดใหญ่ไม่ใช่เล่นขายของ
ยังไงมันก็เป็นธรรมดาที่อาจเกิดอันตรายได้ เค้าก็แค่เขียนบอกเราไว้จะได้เข้าใจตรงกัน
หลังจากที่คุยกับหมอที่จะผ่าและลงวันที่สำหรับผ่าตัดไว้แล้ว
(ผ่าครั้งแรกนี่คือขากรรไกรบนนะ เป็นผ่าตัดเล็ก)
ก็กลับไปที่ภาคจัดฟันเพื่อที่จะใส่ยางแยกฟันอีกครั้ง!
(โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก)
คราวนี้แยกฟันบนค่ะ
แบบว่าคราวที่แล้วแยกฟันล่างสองซี่เพื่อใส่bands
แต่รอบนี้แยกฟันบนเพราะว่าจะใส่เครื่องมือขยายpalate(เพดานปาก)
ซึ่งลักษณะมันจะเป็นแบบนี้อ่ะ
เพราะงั้นก็หมายความว่าต้องใส่ยางแยกฟัน8ที่
เจ็บหนักกว่าเดิมเลยค่ะรอบนี้ งื้อออออออออ
แล้วก็ผอมลงไปอีกนิด เพราะกินอะไรไม่ค่อยได้เลย(ถือเป็นข้อดีในความเจ็บตัว)
เหตุผลที่ต้องแยกฟันเพราะว่าต้องเอาเครื่องมือตัวนี้ใส่ ถ้าไม่แยกมันก็จะยัดไม่ลงอ่ะนะ
หลังจากที่แยกฟันเสร็จ(ประมาณหนึ่งอาทิตย์) หมอก็จะให้เราใส่เครื่องมือนี้ไว้
ซึ่งครั้งแรกที่ใส่มันจะเป็นอะไรที่รู้สึกแปลกมากๆ
แบบว่าจะพูด จะกลืนน้ำลาย จะทำอะไรก็รู้สึกผิดปกติไม่หมด
วันแรกที่ใส่จำได้ว่าตัวเองกลืนน้ำลายแทบไม่ได้เลย
กลืนน้ำก็ไม่ค่อยได้ เพราะว่าปกติเวลาคนเราจะกลืนอะไรลิ้นมันจะไม่แตะที่เพดาน
แต่พอมีเครื่องมือนี้ ลิ้นเราก็จะแตะไม่ได้ ทีนี้ก็เลยกลายเป็นคนน้ำลายท่วมปาก ฮาๆๆๆ
จะกลืนน้ำหรือน้ำลายต้องเงยหน้าช่วย พูดมากก็ไม่ได้เพราะน้ำลายจะไหล (ยี้!~)
แล้วก็เจ็บๆที่ลิ้นเพราะว่าไม่ว่าจะทำอะไรมันก็จะไปขูดกับเครื่องมือนี้ตลอด
เป็นช่วงเวลาที่ลำบากจริงๆ T__T
หลังจากนั้นหนึ่งเดือนก็ถึงวันผ่าตัด เช้าวันนั้นก็ขึ้นไปที่ห้องผ่าตัดคนเดียว
หลังจากที่อดข้าวกับน้ำตั้งแต่เที่ยงคืนตามที่หมอสั่งไว้ (หิวมากกก)
ส่วนแม่จะมารับกลับตอนเที่ยง เพราะนัดไว้ตอนนั้น(ต้องมีคนมารับกลับนะ)
ตอนแรกก็แอบงงเพราะไม่เคยขึ้นไปห้องOR [operation roomใช่ป่าวหว่า?]มาก่อน
แต่ก็โชคดีเจอรุ่นพี่ปีห้าที่รู้จักพอดี แถมวันนี้เคสที่พี่เค้าต้องขึ้นมาดูคือเคสของเงา!
โอ้ พี่เค้าก็เลยพาไปที่ห้องผ่าตัด (ดีนะเนี่ยที่เจอกำลังงงเลย เอิ๊กๆ)
หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อห้าเป็นชุดเขียวๆแบบที่เคยเห็นในหนังอ่ะ คลุมทั้งตัวแล้วก็ใส่หมวกคลุมผมไว้ด้วยเขียวเหมือนกัน
แปลกดี ชอบๆ ไม่เคยใส่เลย หุหุ
จากนั้นพยายาบาลก็จะมาซักประวัติเราอีกทีนิดหน่อย
ความจริงเพราะเค้ารู้ว่าเป็นเด็กในคณะด้วยเลยไม่ค่อยถามอะไรเรามากเพราะคิดว่าเราต้องรู้อยู่แล้ว
จากนั้นก็พาเราเข้าไปในห้อง
เพราะว่าผ่าขยายขากรรไกรบนมันไม่ได้เป็นผ่าตัดใหญ่ ลักษณะห้องที่ผ่าจะไม่ใช่เตียงนอนราบ
แต่เป็นแบบเก้าอี้ทำฟัน แต่อุปกรณ์และเครื่องมืออื่นๆจะต่างไป
จากนั้นก็จะเอาเครื่องมือวัดชีพจร น้ำเกลือ มาติดที่ตัวเราก่อนเริ่มผ่า
เนื่องจากว่าไม่ได้ผ่าตัดใหญ่เพราะงั้น.....ยังมีสติอยู่ค่ะ!
ได้ยินทุกอย่าง วะฮะฮ่ะ
เพราะว่าถ้าคนไข้มีสติจะได้สามารถช่วยให้หมอทำงานได้สะดวกขึ้น เช่นเอียงหรือหันหน้าไปทางที่หมอบอกได้
แต่ว่าเค้าจะปิดหน้าเราไว้นะ เหลือช่องแค่ปากเราไว้ให้ทำงาน
(แต่ความจริงให้เห็นก็ไม่เอาอ่ะ น่ากลัววววว)
ความจริงตอนผ่าก็แอบเจ็บๆ แต่บอกไม่กว่าเจ็บตรงไหนอ่ะ
ยิ่งเพราะมีสติด้วยแหละเลยพาลนึกภาพตามเวลาได้ยินหมอคุยกับพี่ๆที่มาดูเคสแล้วก็พยาบาล โฮกกกกกกกกก
(ข้อเสียของการฟังหมอคุยรู้เรื่องค่ะ)
ก็ใช้เวลาผ่าน่าจะประมาณชั่วโมงมั้ง ไม่แน่ใจแหะกะเวลาไม่ถูก
พยาบาลก็พาเรานั่งรถเข็นไปที่ห้องพักฟื้น
อยากจะบอกว่าเป็นครั้งแรกที่เข้าใจคำว่า มองเห็นภาพมันเบลอๆ เป็นคลื่นๆออกเลย
แบบว่ามีสตินะ แต่ตายังดูลอยๆ ภาพที่มองเห็นแบบว่าบิดเบี้ยวไม่เป็นเส้นตรงเลย
(เข้าใจว่าเป็นฤทธิ์ของยากดประสาทหรือป่าว? ที่ให้ตอนผ่าตัด)
หน้าบวมมากกกกกกกกก หมอจะเอาผ้าก็อสพันหน้าเราไว้อยู่แล้วนอนพักรอให้ฤทธิ์ของยามันหายก่อน
แล้วก็หลับไปน่าจะสักชั่วโมง แล้วก็ตื่นขึ้นมาเพราะว่ามันปวดมากๆ
ปวดจนอยากร้องไห้เลย ก็เลยเรียกพี่พยาบาล พี่เค้าก็เอายาแก้ปวดมาให้
แต่ไม่อยากบอกว่า ณ เวลานั้น.....หนูกลืนไม่ได้เลยค่า โฮกกกกกกกก
เพราะว่าเพิ่งผ่าเพดาน แล้วยังไอเครื่องมือนั่นอีก หน้าก็เจ็บ บวม กว่าจะกลืนยาได้แทบตาย
แล้วยังกลืนน้ำไม่ค่อยได้อีก โฮกกกกกกกกกกกก
หลังจากที่กินยาสำเร็จเราก็เพลียหลับไปอีกรอบทีนี้ตื่นมาก็บ่ายโมงกว่า
คราวนี้สติเริ่มดีขึ้น ภาพไม่เบี้ยวอย่างก่อนหน้าแล้ว ก็ขอพยาบาลกลับบ้านเพราะแม่มารอตั้งแต่เที่ยงแล้ว
ตอนกลับบ้านก็ฮามาก
แบบว่าเพราะมันยังเบลอๆ หน้าบวมๆ หัวกระเซิง (ฮา)
ที่หนักกว่านั้นเลือดไหลออกจากจมูกอีก(มันเป็นผลจากการผ่าอ่ะแหละ ไม่มีอะไหรอก) สภาพย้ำแย่สุดๆ เอิ๊กๆ
ตอนเดินออกจากคณะรุ่นน้องเห็นทีทำหน้างงไปเลย ฮาๆๆๆๆ
แท็กซี่ที่รับยังคุยกับแม่เลยว่าไปทำอะไรมาหรอครับ กร๊ากกกกกกกกกก
กลับมาบ้านก็หลับเป็นตาย แบบว่ามันเพลียอ่ะ เพลียสุดๆ
หิวข้าวด้วยแหละเลยหลับไปเลย (หิวมากกกกกกกกกกกกกกก ไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้าแล้ววว)
แล้วก็มารู้สึกตัวอีกทีตอนเกือยสามโมง ก็โอเคขึ้นเยอะ
เดินไปมองหน้าตัวเองที่กระจกแล้วอยากจะขำ
บวมแฉ่งเลยเจ้าค่ะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด
ช่วงที่ผ่าตัดก็เลยกินได้แค่โจ๊ก (ต้องเหลวๆนะ) กับนมเท่านั้น อย่างอื่นไม่ไหวอ่ะ
คุณหมอที่จัดฟันก็ซื้อนมกระป๋องตราหมีให้ อร่อยๆ หุหุ
ที่ลำบากหน่อยก็ตรงที่เลือดกำเดามันยังไหลอยู่เรื่อยๆอ่ะ
แบบว่านอนๆอยู่มันก็ไหลซะงั้น เหอๆ ดูพิลึกดี นั่งเล่นก็ไหลอีก
แล้วก็เราจะได้เครื่องมือมาที่บ้านเอาไว้ไขให้เครื่องมือบนเพดานมันแยกออกจากกัน
เพื่อนให้ขากรรไกรมันขยายอย่างที่เราต้องการ
ซึ่งก็ให้ร่างต้นช่วยทำให้ทุกวันเช้าเย็น เวลาไขทีมันก็จะรู้สึกตึงปากทีอ่ะนะ เหอๆ
ความจริงเราสามารถขยายขากรรไกรได้โดยใช้เครื่องมือตัวนี้แล้วไขเอาเองได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
แต่ว่าการผ่าตัดจะช่วยให้มันขยายออกจากกันได้เร็วขึ้นนะคะ
ไม่อยากจะsaidค่ะ ว่าช่วงสองอาทิตย์ที่ขยายเพดานน้ำหนักลดไปสามโลทีเดียว
วะฮะฮ่ะๆๆๆๆ (เอคโค่ยาวๆ)
เพราะว่ามันกินอะไรไม่ได้ บวกกับพอปากเป็นอย่างนี้ความอยากอาหารลดไปเยอะเลย
แต่สิ่งที่ได้มาคือหน้าบวมค่ะ งื้อออ
แต่ก็ดีที่เป็นช่วงไข้หวัด2009ระบาด เราเลยอาศัยช่วงเวลานั้นใส่maskทั้งวันตามเทรนด์ ฮาๆ
ความสนุกสนานมันอยู่ที่ตอนนั่งเรียนแล้วเลือดกำเดามันจะไหลตอนเราใส่หน้ากาก
เราก็เลยรีบหยิบกระดาษทิชชู่ออกมาแต่ดันไม่ทัน มันก็เลยมีรอบเลือดเราบนหน้ากาก
ทีนี้เลนดูอย่างกับคนเป็นวัณโรคปอดทีเดียวค่ะ ไอเป็นเลือด กร๊ากกกกกกกกกก
คุยเล่นกับเพื่อนกันอย่างสนุกสนาน
หลังจากนั้นก็มีไปเช็คกับหมอเรื่อยๆว่ามันขยายได้ตามที่ต้องการรึยัง
รู้สึกได้ว่าโครงหน้าเปลี่ยนไป ดูกว้างขึ้น -_-
เพราะตามแผนคือต้องขยายออก5มิลลิเมตร แล้วตัดถอยเข้าไปอีก(ซึ่งอันนี้รออีกสองปีค่อยทำ)
แอบไม่ชินหน้าตัวเองตอนนี้เท่าไหร่
โอ๊ะ งานท่วมหัว
เดี๋ยวไว้ต่อคราวหน้า(นึกว่าจะจบคราวนี้นะเนี่ย)
สรุปโดยรวมวันนี้คือ ในปากของเรามีเหล็กดัดฟันข้างล่าง และเพิ่มคุณเครื่องมือขยายเพดานมาอีกหนึ่งชิ้น
เดี๋ยวคราวหน้าจะรู้ว่ามีอะไรฮาๆอีก เอิ๊ก
ปล. อย่างเคย อย่าได้กลัวการทำฟันนะคะ อันนี้เขียนไปแบบฮาๆของตัวเอง รู้สึกว่าเป็นกรณีน่าสนุกเลยเขียนค่ะ^^
to. พี่นัต โอ้ ฟันแตกหรอคะ ปล่อยไว้ไม่ดีมั้งงงงง (ไม่ดีจริงๆนะ)
อ้อ แล้วก็อีกเรื่องเกือบลืมเลย ขึ้นหัวข้อไว้แท้ๆ
วันที่30งานเจเฟส สำหรับครั้งที่สองของพวกเรา สู้ๆนะ โย่!
ปีนี้ขอให้มันดีเถอะ>_< ปีที่แล้วฝังใจมาก เจ็บปวดสุดๆ โฮกกกกกกกกกกกกกก
(ไม่มีอะไรเลวร้ายเท่าตอนนั้นอีกแล้ว)
วันเกิดจุนด้วย ล่วงหน้าได้มั้ย ขอให้จุนมีความสุขนะ >////<
แล้วก็อยากรู้ผลตั๋วคอนจะแย่แล้วววว โฮกกกกกกกกกกกกก
อย่าทำอย่างนี้สิคะลุงจ้อน รอจนไม่มีกระจิตกระใจจะเรียนแล้ววววววว
ชอบเพลง 5x10 แล้วก็ hidden track มาก คลั่งสุดๆ เอิ๊กๆ (แนะนำว่าฟังแล้วโยกตามจะมันส์มาก ฮา)
แล้วก็ช่วงนี้กำลังชอบเพลง Infection ของ Onitsuka Chihiro ฟังแล้วเหมือนมองเห็นแต่ความมืด
ดูเจ็บปวดดี >__< ลองหาฟังดูนะ
บ๊ะบาย เจอกันคราวหน้า
ปล สุดท้าย. บ่นๆๆๆๆๆๆๆ
ช้าน ไม่ ชอบ กรอ อุด ฟัน โว้ย ค่ะ อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
อันนี้ขอเพิ่มค่ะ ภาพใหญ่ไปหน่อย แต่ชัดเจน วะฮะฮ่ะ
edit @ 27 Aug 2009 22:39:21 by PumPla
(เวอร์)

เล่าออกมาเปนฉากๆเลย...ไม่น่ากลัวได้ไง 555
ทนๆหน่อย สู้ๆนะจ๊ะ
เจเฟสสต้า อเบลสสส สู้วววววว!!!
#1 By TsuKuro on 2009-08-26 09:23